วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภารกิจการจัดทำเอกสาร OA


ภารกิจ การจัดทำเอกสาร OA ในมหาวิทยาลัย
          ปัจจุบัน OA ได้รับความสนใจอย่างมากในมหาวิทยาลัย เพราะการเข้าถึงข้อมูล
สารสนเทศนั้นทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และยังเป็นการประหยัดทรัพยากรด้วย 
OA ยังเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ใช้รับข้อมูลสารสนเทศใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้ได้
พัฒนาความคิดและเกิดคิดใหม่อีกมากมาย จึงมีการทำ OA ให้มีคุณภาพและ
มาตรฐานเพื่อให้ผู้ใช้นั้น ใช้ข้อมูลสาารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ภารกิจในการจัดทำเอกสาร OA ของคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
1. ใช้ Creative Comand เป็นสัญญาอนุญาติ และเป็นสัญลักษณ์ของผู้สร้างผลงานนั้นๆ
2. ตัวผู้สรรค์สร้างนั้น สามารถ upload file เก็บไว้ในคลังเก็บเอกสารของสถาบันนั้นๆได้
3. OA ไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายเพื่อหวังผลกำไรได้
4. ต้องผ่านการรับรองจาก FAS
5. มีการจัดเก็บเอกสารเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้
6. OA แต่ละชิ้นงานต้องมีการพิจารณาก่อนที่จะนำไปเผยแพร่
7. ผลงานแต่ละชิ้นสามารถเผยแพร่ในวารสารที่เจ้าของผลงานต้องการเผยแพร่ได้ 
อีกทั้งมีการรักษาสิทธิของเจ้าของผลงานด้วย
8. เมื่อมีการละเมิดสิทธิ สามารถนำคำร้องต่อมหาวิทยาลัยได้ จะมีการดำเนินการทันที
9. มีสัญญาอนุญาติให้เจ้าของผลงานโดยไม่กำหนดระยะเวลา


ภารกิจในการจัดทำเอกสาร OA ของ University of Southampton

 1. เน้นการทำวิจัยในรูปแบบเอกสาร OA และส่งเสริมการทำวิจัย เพื่อให้ผู้ใช้ศึกษา
และนำไปใช้งาน
 2. มีการคลังจัดเก็บเอกสาร โดยมีผ้เชี่ยวชาญเป็นคนตรวจสอบและดูแล ก่อนที่จะเผย
แพร่ข้อมูลสารสนเทศออกไป
3. ภารกิจของมหาวิทยาลัยจะต้องสอดคล้องกับข้อตกลงทางด้านลิขสิทธิ์กับสำนักพิมพ์ 
หรือผู้จัดพิมพ์เอง
4. เอกสารที่เป็นผลงานวิจัยระดับสูง ที่จัดทำขึ้นโดยผู้เชียวชาญ นักศึกษาปริญญาโท 
จะต้องนำไปเก็บในคลังจัดเก็บเอกสารที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย





หน้าที่ของบรรณารักษ์
1. การจัดทำ OAJ (Open Access Jounal)
-ควรมีการจัดทำไว้ใน OPAC ของห้องสมุด
-ควรมีการรวบรวมบทความในวารสารไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้สืบค้นเพียงครั้งเดียว
ก็ได้ข้อมูลที่ต้องการได้ในทันที แบบ One-stop-service
2. การจัดทำ IR
-เพื่อช่วยเหลือให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ในชุมชน โดยไม่แสวงหาผลกำไร
-มีการจัดทำบรรณานิทัศน์ให้กับหนังสือหรือบทความในวารสาร

Gold OA หรือ Open access Journal (OAJ)

 Gold OA หรือ Open access Journal 
เป็น OA ที่สำนักพิมพ์จะเป็นผู้นำบทความที่ผู้เขียนส่งมาไปจัดทำเป็น OA
โดยที่เจ้าของบทความหรือองค์กรต้นสังกัดเป็นผู้จ่ายค่าจัดทำทั้งหมดให้แก่สำนักพิมพ์
ซึ่งเอกสารที่ทำเป็น OA รวมทั้งบทความที่ตีพิมพ์จะถูกนำไปจัดเก็บไว้ในคลังความรู้บน
อินเตอร์เน็ตของสำนักพิมพ์หรทอแหล่งที่กำหนดเพื่อเผยแพร่พร้อมกัน



Open Access Journals Publisher-types
1. Born-OA Publishers
เป็นวารสารที่ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน และไม่ผ่านการจัดทำ เป็นวารสารเชิงพาณิชย์ที่หวัง
ผลกำไร มีการใช้สัญญาอนุญาตลงไปในงานเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าเป็นผลงานที่สามารถ
เข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีการจัดทำเป็นแบบสาธารณะ จึงเป็นการจัดทำ
โดยที่ไม่หวังผลกำไร
2. Conventional Publishers
วารสารเชิงพาณิช ที่มีการตีพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์เพื่อจัดจำหน่ายโดยหวังผลกำไร 
มีนโยบายเปิดเป็น OA มากขึ้น หากนักเขียนต้องการให้ผลงานของตนเองเป็นที่รู้จัก
สามารถนำผลงานของตนเองนั้นมาตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ได้




3. Non-Traditional Publishers 
          วารสารที่จัดทำขึ้นโดยไม่หวังผลกำไร  และเปิดให้มีการจัดการแหล่งข้อมูลวารสาร
และระบบการเผยแพร่แบบสาธารณะ เพราะไม่เป็นการแสวงหากำไรสำนักพิมพ์ จึงไม่มี
วัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อการค้าหรือหวังผลกำไร ดังนั้นจึงเป็นการจัดทำในระดับ
สถาบันหรือ หน่วยงานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งการจัดทำวารสาร
ในรูปแบบนี้ควรได้รับการส่งเสริมให้ มีการจัดทำเป็นแบบ OA เพื่อให้สามารถเข้าถึง
ได้ง่ายและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
4. Hybrid Publishers
เป็นการจัดทำในรูปแบบของ OA โดยผู้จัดทำผลงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง 
เพื่อให้บทความของผู้เขียนได้ตีพิมพ์ผ่าน OA Journal

รูปแบบการนำเสนอ Self-Archiving

รูปแบบการทำ OA Publishing

Green OA :  OA archives or repositories
Gold OA : OA journal


รูปแบบการนำเสนอ Self-Archiving 
-  Author's Personal Websites 
เป็นการจัดทำ Open access ของผู้เขียนเองมีการเผยแพร่ผลงานในเว็บไซต์ของ
ตนเองผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งส่งผลให้สามารถสืบค้นโดยใช้ Search Engine ได้ 
และช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหรือเข้าใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น มีการนำเสนอเอกสารจะอยู่ใน
รูปของ HTML,PDF,WORD ฯลฯ
- Disciplinary  Archives
เป็นคลังจัดเก็บเอกสารระดับสถาบันที่มีการจัดเก็บเฉพาะสาขาวิชา นิยมใช้ 
Open Source Software เนื่องจากมีการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จากผู้แต่งทั่วโลก
จากหลายสาขาวิชา หรือเฉพาะสาขาวิชามาไว้ในที่เดียว โดยอาศัยความร่วมมือใน
ระดับสถาบัน องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆในการจัดทำ



- Institutional-Unit Archives
คลังจัดเก็บเอกสารของหน่วยงานย่อย ของสถาบันหรือองค์กร จัดเก็บข้อมูลของ
หน่วยงานย่อย ภายใต้องค์กรหรือสถาบันนั้นๆซึ่งอาจจัดทำแบบเว็บไซต์ส่วนบุคคลหรือ
ทำแบบ Open Source Software จากรูปแบบการจัดทำแบบ Disciplinary Archives 
มาใช้ในการจัดทำได้
-  Institutional Repositories
เป็นการจัดทำ Open access ลงในคลังเอกสารของมหาวิทยาลัย หรือ สถาบัน
การวิจัยต่างๆที่มีการจัดเก็บผลงานไว้ในคลังเอกสารของตน ซึ่งมันกจะมีการรวบรวม
เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น E-Print , E-Theses โดยการจัดทำนั้นมีการเผยแพร่
ให้เป็นสาธารณะหรือแบบเปิด เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Pre-Print , Post-Print , Grey Literature , White Paper & Errata / Corrigenda



Public Domain

Public Domain คือ ผลงานที่เป็นสาธารณะ ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่ได้คุ้มครอง
ด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์ใดๆ สามารถนำไปให้งานได้ตามที่ต้องการ ถือได้ว่าเป็น
ผลงานที่ไม่ได้มีลิขสิทธิ์และไม่มีเจ้าของผลงานตัวจริง

Preprint


  Preprint เป็นเอกสารต้นฉบับ ก่อนที่ะทำการจัดพิมพ์ ซึ่งจะเป็นเอกสาร
ในลักษณะที่ถูกเก็บในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งบทความที่เป็น Preprint อยู่ในขั้นตอน
ของการประเมิน ปรับปรุง แก้ไข คุณภาพของผลงานเพื่อจัดการทำการตีพิพม์ต่อไป


Postprints


      Postprints เป็นเอกสารในรูปแบฉบับสมบูรณ์ ที่ได้รับการประเมิน ปรับปรุง แก้ไข 
จากเอกสารที่เป็นฉบับ Preprint


Grey Literature



               Grey  หมายถึง เอกสารที่หาได้ยาก กล่าวคือเผยแพร่เฉพาะในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
Grey Literature  คือ  เอกสารที่มีจำนวนพิมพ์จำกัด เอกสารที่ไม่มีตีพิมพ์ทั่วไป เช่น หนังสือ 
วารสาร หรือเอกสารอื่นๆ ที่มีการควบคุมคุณภาพ โดยมีการพิจารณาก่อนที่จะนำไปตีพิมพ์ 
และไม่นำไปตีพิมพ์แพร่หลาย หรือเป็นสารสนเทศข้อมูลที่จัดทำโดยรัฐ สถาบันการศึกษา 
องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม ในลักษณะที่เป็นสิ่งพิมพ์และไม่ใช่สิ่งพิมพ์ โดยไม่ผลิตใน
เชิงเพื่อธุรกิจ



Errata / Corrigenda



Errata / Corrigenda หมายถึง  เอกสารที่มีความผิดพลาด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับ
การปรับปรุง  และสามารถปรับปรุงแก้ไขจากเอกสารฉบับเดิมได้

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลิขสิทธิ์ (COPY RIGHT)



ลิขสิทธิ์กับงานสารสนเทศ 
ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงานที่สามารถกระทำการใดกับผลงาน
ของตนได้ ผู้อื่นไม่สามารถกระทำกับผลงานของผู้นั้นได้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาที่กฎหมายได้ให้ความคุ้มครอง ให้เจ้าของผลงานลิขสิทธิ์ได้รับ
ความคุ้มครองตามกฎหมาย

Fair Use
Fair Use คือ การนำลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาใช้ได้ในระดับที่จำกัด ซึ่งเป็นความ
ชอบธรรมทางการกฎหมายที่บุคคลสามารถนำผลงานของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ขัด
กับผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น 
- การนำงานวิจัยและผลงานวิชาการมาใช้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของ
ลิขสิทธิ์ เช่น การนำผลงานมาเพื่อใช้ในการสอนหรือการทำสำเนาเพื่อประกอบ
การเรียนในห้องเรียน หรือ การนำมารายงานข่าว 
- การอนุญาติลิขสิทธิ์ในระดับที่จำกัด เช่น การใช้งานด้านสื่อโสตทัศน์ 
งานศิลปะ หรือ งานสถาปัตยกรรม

ระยะเวลาในการคุ้มครองลิขสิทธิ์
กฎหมายเดิม ลิขสิทธิ์จะคุ้มครองผลงานเป็นระยะเวลา 50 ปี ปัจจุบันมีการ
ให้ความคุ้มครองถึง 70ปี ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นให้ความคุ้มครองเป็น
ระยะเวลา 120 ปี

การคุ้มครองลิขสิทธิ์
การคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิกระทำเพียงผู้เดียวในผลงาน
ที่เป็นงานมีลิขสิทธิ์ของตน
1. สามารถทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง
2. การเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน
3. ให้เช่าต้นฉบับ หรือสำเนางาน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ 
และสิ่งบันทึกเสียง 
4. ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
5. อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ในการเช่าซื้อ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน 
และให้เช่าต้นฉบับ เป็นต้น


http://cc.in.th/wp-content/uploads/2010/05/cc-eyes.jpg

ครีเอทีฟ คอมมอนส์  ( Creative Commons: CC )
               Creative Commons เป็นรูปแบบสัญญาอนุญาตการใช้ลิขสิทธิ์จำพวกหนึ่ง 
ที่ได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 2002 ครีเอทีฟคอมมอนส์ก่อตั้งโดย 
ลอว์เรนซ์ เลสสิก ซึ่งปัจจุบันบริหารงานโดย โจอิจิ อิโต (จอย อิโต) โดยครีเอทีฟ
คอมมอนส์เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา 
               องค์กรได้จัดตั้งสัญญาอนุญาตดังกล่าวขึ้นเพื่อขยายขอบข่ายของการใช้
สื่อต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากให้กว้างขึ้นโดยที่ไม่จำกัดที่สัญญาอนุญาตของสื่อนั้นๆ 
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ จะเอื้อให้มีการใช้สื่อทั้งทางภาพ เสียง ข้อมูล 
โดยสัญญานี้จะคุ้มครองเจ้าของผลงานและต่อต้านการแอบอ้างผลงานของผู้อื่นมา
เป็นของตน ซึ่งการคุ้มครองนี้อาจไม่สามารถคุ้มครองผลงานได้ 100% แต่สามารถ
ฟ้องกลับบุคคลที่นำผลงานของบุคคลอื่นไปเป็นของตนเองได้


ประเภทของสัญญาอนุญาต

1.Attribution บุคคลอื่นสามารถทำสำเนา แจกจ่าย เปิดเผยข้อมูล หรือแสดงผลงาน
ของเจ้าของผลงานได้ โดยไม่ต้องขอหรือจ่ายเงิน แต่ต้องทำการให้ credit 
กับเจ้าของผลงานทุกครั้ง
2.Non-commercial บุคคลอื่นสามารถกระทำการทำสำเนา เปิดเผย แจกจ่าย หรือ
แสดงผลงานของเจ้าของผลงานได้โดยไม่ต้องร้องขอ หรือจ่ายเงินแต่เฉพาะ
วัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์เท่านั้น
3.No derivative work อนุญาตให้ผู้กระทำสามารถทำสำเนา แจกจ่าย เปิดเผย 
หรือแสดงผลงานของเราได้โดยไม่ต้องขอหรือจ่ายเงิน แต่ผู้กระทำไม่สามารถ
นำงานไปดัดแปลงแก้ไขได้
4.Share alike อนุญาตให้ผู้กระทำสามารถกระจายงานทีดัดแปลงหรือแก้ไขภายใต้
การอนุญาตที่คล้ายกันกับรูปแบบที่เราเลือกไว้




วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

IR (Institutional Repository)

IR (Institutional Repository) หมายถึง คลังเก็บทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล 
ของมหาวิทยาลัยจะมีการเก็บรวบรวมไว้และจัดทำฐานดัชนีที่สามารถสืบค้น
ถึงทรัพยากรสารสนเทศได้ หรือคลังเก็บสารสนเทศในระดับสถาบัน เป็นหน้าที่
ของมหาวิทยาลัยในการจัดการเผยแพร่เกี่ยวกับทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้น 






ประโยชน์ของการมีคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน

  • เป็นการจัดการความรู้
  • เป็นการสื่อสารทางวิชาการ
  • เป็นการสงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปดิจิทัล
  • เป็นเสมือนพื้นฐานของกระบวนทัศน์ใหม่ในการพิมพ์ผลงานทางวิชาการ
  • ทำให้เกิดระบบการรวบรวม สงวนรักษา และเผยแพร่เนื้อหาทางวิชาการ
  • เป็นเสมือนตัวชี้วัดของคุณภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย
  • เป็นการสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงโดยเสรี

    คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน

    • เนื้อหาที่เป็นดิจิทัล (Digital content)  
    เก็บผลงานที่เป็นดิจิทัลเท่านั้น
    • การเน้นงานที่สร้างโดยสมาชิกของสถาบัน (Institutionally-defined)      
    การจัดทำคลังเก็บระดับสถาบันเน้นการจัดเก็บผลงานของสมาชิก
    • เนื้อหาทางวิชาการ (Scholarly content)      
    เน้นเนื้อหาทางวิชาการ  เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศ
    ระดับสถาบันในการรวบรวม การสงวนรักษา และการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
    • การสะสมเพิ่มพูน และความยั่งยืน (Cumulative and perpetual) 
    มีการสะสมผลงาน และเมื่อนำเข้าคลังเก็บแล้ว ไม่ควรนำออกจากคลัง ยกเว้นแต่
    มีเหตุจำเป็น เช่น งานนั้นมีการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น คลังเก็บจึงต้องพัฒนานโยบาย 
    รวมทั้งนำระบบการจัดการสิทธิ์ (right management) มาประยุกต์ใช้ ในการอนุญาตให้
    เข้าถึงเนื้อหาในคลังเก็บทั้งจากหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอก รวมทั้ง
    ต้องมีระบบการสงวนรักษาผลงาน และสามารถให้เข้าถึงได้ในระยะยาวได้
    • การทำงานร่วมกันได้และการเข้าถึงแบบเปิด/แบบเสรี (Interoperable and 
    open access) 
    การสามารถให้มีการเข้าถึงได้แบบเปิด / แบบเสรี จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของ
    การลงทะเบียนเข้าใช้ การนำการเก็บถาวรแบบเปิด หรือ Open Archives Initiative 
    (OAI) มาใช้เพื่อเป็นแนวทางการกำหนดมาตรฐานสำหรับการเก็บรักษาในเชิง
    บันทึกถาวร และสามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเมทาดาทาทำให้สามารถสืบค้น 
    และเรียกใช้ข้อมูลข้ามระบบกันได้

    OPEN ACCESS (OA)


              OPEN ACCESS (OA) หมายถึง การเข้าถึงโดยสาธารณะซึ่งสามารถเข้าถึง
    เอกสารวิชาการในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้แบบออนไลน์ฟรี ในปัจจุบันได้รับ
    ความนิยมมากเนื่องจากผู้ใช้เพราะวารสารจะมีราคาค่อนข้างสูงจึงทำให้ผู้ใช้
    ไม่สามารถซื้อวารสารได้ทุกเล่ม ทุกศาสตร์ เป็นเหตุผลที่ทำให้ OPEN ACCESS 
    ได้รับความนิยมและสามารถเข้าใช้ได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย และวารสารเหล่านี้จะมี
    ตัววัดค่าความถี่ (Impact Factor) ในการถูกนำไปอ้างอิงในปีนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้
    เข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วโดยดูจาด ค่า (Impact Factor) ได้


    ประเภท

    Open Access  สามารถเข้าถึงทรัพยากรในรูปแบบดิจิทัลได้โดย อ่าน ดาวน์โหลดเก็บไว้ 
    เอาไปแจกเผยแพร่ต่อ สามารถนำไปเปลี่ยนภาษา หรือ นำไปใช้เพื่อการศึกษาได้
    Free Access ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเอกสารต้นฉบับได้ แต่สามารถขออนุญาติ
    จากต้นฉบับได้


    แหล่งค้นหา Open Access เช่น



    Google      รวบรวมรายชื่อแหล่งข้อมูล Open access ถึง 53 แหล่ง
    http://www.google.com/Top/Science/Publications/Archives/Free_Access_Online_Arc/




    Google Scholar      บริการเอกสารจากสำนักพิมพ์ต่างๆ http://scholar.google.co.th/




    Directory of Open Access Journals , DOAJ      จัดทำโดยห้องสมุด LUND 
    ประเทศสวีเดนรวบรวมรายชื่อวารสาร Open Access ในทุกสาขามากกว่า 2,700 รายชื่อ
     http://www.doaj.org/ เป็นต้น